<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>GlutaCare.Com &#187; บทความ &#8211; สารสกัดจากธรรมชาติ</title>
	<atom:link href="http://glutacare.com/category/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%8a/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://glutacare.com</link>
	<description>กลูต้าไธโอน Glutathione ผิวขาวใส ภายใน 2 สัปดาห์ มีอย. รับรอง แหล่งผลิตชัดเจน ของแท้ ไม่สวมทะเบียน</description>
	<lastBuildDate>Thu, 05 Aug 2010 12:49:15 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.5</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>Hydrolyzed Fish Collagen</title>
		<link>http://glutacare.com/hydrolyzed-fish-collagen/</link>
		<comments>http://glutacare.com/hydrolyzed-fish-collagen/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Mar 2010 07:46:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>GlutaCare.Com</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ - สารสกัดจากธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[collagen]]></category>
		<category><![CDATA[คอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[ริ้วรอย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://glutacare.com/?p=1061</guid>
		<description><![CDATA[คอลลาเจนคืออะไร
คอลลาเจน เป็นโปรตีนที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย มีปริมาณ 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย โครงสร้างโมเลกุลมีลักษณะเป็นเส้นเอ็นแข็งแรงและแผ่กว้าง มีความยืดหยุ่นซึ่งจะช่วยค้ำจุนผิวหนังและอวัยวะภายในไว้ กระดูกและฟันมาจากการรวมกันของ Mineral Crystals และคอลลาเจน คอลลาเจนเป็นโครงสร้างของร่างกาย ช่วยป้องกันและค้ำจุนเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน และจุดเชื่อมต่อกับโครงกระดูก

คอลลาเจน พบได้โดยทั่วไปของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง กล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่อและกระดูก เส้นใยคอลลาเจนจะสานกันเหมือนเส้นใยที่ถักทอกันเป็นเนื้อผ้า และจะเป็นโครงร่างแหที่เซลล์ใหม่ๆจะเจริญเติบโตได้ ในผิวหนัง คอลลาเจนจะเป็นเนื้อหนังที่ให้ความยืดหยุ่นของโครงร่าง คอลลาเจนในผิวหนังมนุษย์มีลักษณะเหมือนกับคอลลาเจนที่พบในสัตว์ จึงเป็นเหตุผลที่มนุษย์สามารถใช้คอลลาเจนจากสัตว์ได้
คอลลาเจน ชนิดต่างๆในร่างกาย
คอลลาเจนเป็นสารที่อยู่ทุกที่ในร่างกายเรา เป็นเส้นใยในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันนี้เป็นร่างกายและอวัยวะภายในของเรา เพื่อให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของคอลลาเจน รายการต่อไปนี้เป็นชนิดของคอลลาเจนซึ่งถูกรวบรวมไว้เป็น 5 กลุ่ม จากคอลลาเจนมากกว่า 19 ชนิด ว่าถูกใช้งานอย่างไรในร่างกายคนเรา

กลุ่ม 1 เกี่ยวกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของผิวหนัง กระดูก ฟัน เอ็นข้อต่อ ส่วนห่อหุ้มอวัยวะ
กลุ่ม 2 เป็นข้อต่อกระดูกอ่อน
กลุ่ม 3 เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของอวัยวะ (ตับ ม้าม ไต และอื่นๆ)
กลุ่ม 4 การแบ่งชั้นระหว่างเซลล์ epithelial และ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>คอลลาเจนคืออะไร</h2>
<p>คอลลาเจน เป็นโปรตีนที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย มีปริมาณ 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย โครงสร้างโมเลกุลมีลักษณะเป็นเส้นเอ็นแข็งแรงและแผ่กว้าง มีความยืดหยุ่นซึ่งจะช่วยค้ำจุนผิวหนังและอวัยวะภายในไว้ กระดูกและฟันมาจากการรวมกันของ Mineral Crystals และคอลลาเจน คอลลาเจนเป็นโครงสร้างของร่างกาย ช่วยป้องกันและค้ำจุนเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน และจุดเชื่อมต่อกับโครงกระดูก<br />
</br><br />
คอลลาเจน พบได้โดยทั่วไปของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง กล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่อและกระดูก เส้นใยคอลลาเจนจะสานกันเหมือนเส้นใยที่ถักทอกันเป็นเนื้อผ้า และจะเป็นโครงร่างแหที่เซลล์ใหม่ๆจะเจริญเติบโตได้ ในผิวหนัง คอลลาเจนจะเป็นเนื้อหนังที่ให้ความยืดหยุ่นของโครงร่าง คอลลาเจนในผิวหนังมนุษย์มีลักษณะเหมือนกับคอลลาเจนที่พบในสัตว์ จึงเป็นเหตุผลที่มนุษย์สามารถใช้คอลลาเจนจากสัตว์ได้</p>
<h2>คอลลาเจน ชนิดต่างๆในร่างกาย</h2>
<p>คอลลาเจนเป็นสารที่อยู่ทุกที่ในร่างกายเรา เป็นเส้นใยในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันนี้เป็นร่างกายและอวัยวะภายในของเรา เพื่อให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของคอลลาเจน รายการต่อไปนี้เป็นชนิดของคอลลาเจนซึ่งถูกรวบรวมไว้เป็น 5 กลุ่ม จากคอลลาเจนมากกว่า 19 ชนิด ว่าถูกใช้งานอย่างไรในร่างกายคนเรา<br />
</br><br />
<strong>กลุ่ม 1</strong> เกี่ยวกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของผิวหนัง กระดูก ฟัน เอ็นข้อต่อ ส่วนห่อหุ้มอวัยวะ<br />
<strong>กลุ่ม 2</strong> เป็นข้อต่อกระดูกอ่อน<br />
<strong>กลุ่ม 3</strong> เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของอวัยวะ (ตับ ม้าม ไต และอื่นๆ)<br />
<strong>กลุ่ม 4</strong> การแบ่งชั้นระหว่างเซลล์ epithelial และ เซลล์ endothelial เช่นเดียวกันกับโครงกระดูกกับเซลล์กล้ามเนื้อเรียบ กลุ่มไต lens capsule และ Schwann กับเนื้อเยื่อประสาทส่วนกลางของระบบประสาท</p>
<h2>การสูญเสียคอลลาเจน</h2>
<p>ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายคนเราจะสูญเสียคอลลาเจนไป 1.5 % ทุกๆ ปี (เช่นอายุ 35 ปีจะสูญสลายไป 15 % อายุ 45 ปีจะสูญสลายไป 30 % เป็นต้น) เมื่อคนเรายิ้ม ขมวดคิ้ว หรี่ตาหรือกะพริบตา จึงมีริ้วรอยปรากฏบนใบหน้า ชั้นผิวคอลลาเจนนอกจากจะเปลี่ยนไปตามอายุแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก คือ สิ่งแวดล้อมและพันธุกรรม ในผู้สูงอายุกล้ามเนื้อจะเริ่มอ่อนแอและบาดเจ็บได้เมื่อล้ม เนื่องจากกล้ามเนื้อไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ดี อัตราการเสียหายของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นร้อยละ 1 ต่อปี<br />
</br><br />
กล้ามเนื้อของผู้หญิง เช่นเดียวกับกระดูก โดยทั่วไปมีลักษณะเล็กกว่าของผู้ชาย คอลลาเจนจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญในข้อแตกต่างนี้ ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนถูกผลิตขึ้นมาเพื่อกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน และทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปในแต่ละปี</p>
<h2>คอลลาเจนกับผิวหนัง</h2>
<p>คอลลาเจนคือเส้นใยโปรตีน เป็นส่วนประกอบของผิวหนัง กระดูกอ่อน กระดูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวกันต่างๆ คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบหลักของเครือข่ายชั้นผิวหนัง มากกว่า 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย คือคอลลาเจน จัดเป็นจำนวนที่สูงมากและเป็น 70 % ของผิวหนังคนเรา<br />
</br><br />
ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ผิวหนังประกอบด้วยชั้นผิว 3 ชั้น ชั้นแรก คือ หนังกำพร้าเป็นหนังส่วนที่อยู่นอกสุดของชั้นผิวหนัง ประกอบด้วยเซลล์ที่เรียกว่า epithelial cells ชั้นถัดมา คือ ชั้นที่อยู่ต่ำกว่าชั้นหนังกำพร้าลงไป ประกอบด้วยเส้นเลือด ต่อมน้ำเหลือง ต่อมเหงื่อ ต่อมขนและต่อมไขมัน เป็นต่อมที่ผลิตไขมันเพื่อป้องกันแบคทีเรีย ชั้นที่สามเป็นชั้นที่สนับสนุนการทำงานของชั้นเนื้อเยื่อไขมัน<br />
</br><br />
ผิวหนังจะยังคงความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่นตราบเท่าที่ยังคงรักษาความชุ่มชื้นได้มากกว่า 10 % ถ้าผิวหนังแห้งมากจะมีลักษณะบวมแดง อักเสบ ผิวหนังชั้นหนอกจะมีลักษณะหยาบ เปราะบาง ไม่สดใส จึงต้องใช้โลชันและครีมบำรุงผิวเป็นตัวช่วยในการรักษา ความชุ่มชื้น ในชั้นที่ต่ำกว่าชั้นผิวหนังชั้นนอกสุดจะเสื่อมสภาพไปตามอายุ ซึ่งไม่ใช่ขาดเฉพาะความชุ่มชื้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลดลงของ Polypeptides เช่น Elastin และคอลลาเจน</p>
<h2>คอลลาเจน กับ โรคข้อต่อต่างๆ</h2>
<p>90 % ของการสร้างกระดูก คือ คอลลาเจน<br />
</br><br />
โรคกระดูกพรุน คือ โรคข้อที่แสดงความรุนแรงขึ้น แสดงถึงภาวการณ์เสื่อมโทรมลงของข้อต่อกระดูกอ่อน (เนื้อเยื่อเกี่ยวพันขาดความยืดหยุ่น แข็ง) ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของข้อต่อ ทำให้เจ็บปวดและเสียการทรงตัว ความเสื่อมของข้อต่ออาจจะมาจากธรรมชาติและเสื่อมลงตามอายุขัย น้ำหนักเกินหรืออ้วนมากเกินไป ความรุนแรงที่กดทับกระดูกอ่อน ความผิดปรกติของข้อต่อหรือเส้นเอ็น และการติดเชื้อหรือการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาท<br />
</br></p>
<h2><span style="color: #ff9900;"><em>ทำไม คอลลาเจนไฮโดรไลเสท จึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรงกระดูกพรุน</em></span></h2>
<p>นักวิจัยแนะนำว่า คอลลาเจนไฮโดรไลเสท สามารถกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งมีความสำคัญในการคงสุขภาพที่ดีของข้อต่อไว้ อีกทั้ง คอลลาเจนไฮโดรไลเสทสามารถถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็วในลำไส้เล็ก โดยปริมาณสารอาหารสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า<br />
</br><br />
นักวิจัยพบว่าคอลลาเจนไฮโดรไลเสทที่มีอยู่ในเซลล์เพาะเลี้ยง สามารถกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนได้ เมื่อเปรียบเทียบกับคอลลาเจนที่เกิดขึ้นโดยเซลล์ธรรมชาติ จะไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดผลดังกล่าวได้ เช่นเดียวกับในเนื้อเยื่อค้ำจุน แสดงให้เห็นว่าคอลลาเจนไฮโดรไลเสทสมารถลดการเสื่อมของเนื้อเยื่อข้อต่อได้</p>
<h2>คอลลาเจน ช่วยในเรื่อง เอ็นและข้อต่อ</h2>
<p>ส่วนประกอบประมาณ 80 % ของเอ็น (จุดเชื่อมต่อระหว่างกระดูกกับกระดูก) และเส้นเอ็น (จุดเชื่อมต่อระหว่างกระดูกและกล้ามเนื้อ) คือคอลลาเจน ที่เหลือคือ proteoglucans และ fibroblasts<br />
</br><br />
โดยปกติ สมรรถภาพของเข่าที่ลดลงมีสาเหตุมาจากกระดูกอ่อนในข้อต่อหัวเข่าหมดไป ทำให้กระดูกเสียดสีกัน จุดประสงค์ท้ายสุดของคอลลาเจนที่ต้องการคือ การหยุดการเสียดสีดังกล่าวและสร้างกระดูกอ่อนเข่าขึ้นมาใหม่ กรดอะมิโนในคอลลาเจนไฮโดรไลเสท จะถูกนำมาสร้างเป็นกระดูกอ่อน ทำให้มีโครงสร้างที่แข็งแรงและข้อต่อที่ยืดหยุ่น</p>
<h2>คอลลาเจน กับการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ</h2>
<p>เส้นเลือดแดงที่ปกติจะมีลักษณะดังที่เห็นในรูป สังเกตได้ว่าเส้นเลือดแดงจะไม่มีสารสะสมบนผิว ชั้นคอลลาเจนและเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อจะไม่เสื่อมสภาพ ไม่เปลี่ยนแปลงและแข็งแรงมาก จุดประสงค์ที่มีชั้นคอลลาเจนก็เพื่อป้องกันเส้นเลือดแดงแตกหัก เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆชั้นคอลลาเจนจะเป็นตัว ช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดเป็นไปด้วยดี<br />
การเกิดโรคหัวใจ<br />
</br><br />
ทันทีที่มีสารสะสมขึ้นที่ผิวของเส้นเลือดแดง นั่นก็คือ การเริ่มต้นของการเป็นโรคหัวใจแล้ว สาเหตุมาจากคอลลาเจนที่ไม่เพียงพอ<br />
คอลลาเจนที่อยู่รายรอบเส้นเลือดแดงจะคอยป้องกันเส้นเลือดไว้ เมื่อเส้นเลือดเริ่มสูญเสียคอลลาเจน จะปรากฏบาดแผลและรอยแตกหักเล็กๆ เมื่ออาการเหล่านี้ปรากฏชัดขั้น ร่างกายเราจะรู้เองว่า นี่เป็นปัญหาและจะทำการซ่อมแซมตัวเองโดยเร่งด่วน ถ้าเส้นเลือดอ่อนแอเนื่องจากขาดคอลลาเจน จะปรากฏรอยแตกหักและบาดแผล ร่างกายจะประสานแผลด้วยเกล็ดจาก Lipoprotein เกล็ดสารนี้เป็นสารที่มีความเหนียว เป็นพวกโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL- low density lipoproteins) นั่นก็คือ คอเลสเตอรอล ทุกครั้งที่ปรากฏรอยแตกขึ้นที่ผิวเส้นเลือดแดง ร่างกายจะใช้เกล็ดสารจาก Lipoprotein มาสมานและป้องกันเส้นเลือดแดง แต่นั้นก็จะทำให้การไหลเวียนของเส้นเลือดแดงอยู่ในวงจำกัดด้วย คุณก็จะเริ่มเป็นโรคหัวใจ</p>
<h2>การรับประทานคอลลาเจน</h2>
<p>ปริมาณที่แนะนำต่อวัน 1-3 กรัม หรือ 1-3 ช้อนชา ละลายในเครื่องดื่มร้อน-เย็น 250 cc. ควรรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ หรือนำไปผสมกับอาหารรับประทาน<br />
ร่างกายจะต้องได้รับคอลลาเจนเป็นจำนวน 10 กรัม อย่างน้อย 3 เดือน จึงจะเห็นผลเพราะว่าคอลลาเจนมีการสลายและสร้างใหม่ได้ แต่ถ้าหยุดกินคอลลาเจนเลย อาการจะเกิดอย่างช้าๆ</p>
<h2><span style="color: #ff9900;"><strong><em>เรียนรู้เรื่อง &#8220;คอลลาเจน&#8221; </em></strong></span></h2>
<p>ผู้หญิงสมัยใหม่ ไม่มีใครไม่รู้จักคอลลาเจนที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวพรรณเต่งตึง แต่เมื่ออายุที่มากขึ้น คอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวหนังก็ลดลงตามลำดับ การยิ้ม ขมวดคิ้ว หรี่ตา หรือเครียด เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คอลลาเจนใต้ผิวเสื่อมสภาพ ผลที่ตามมาก็คือ ริ้วรอย และรอยตีนกาบนใบหน้า<br />
</br><br />
ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของคอลลาเจน คือ อนุมูลอิสระที่เกิดจากแสงแดด มลพิษต่างๆ บุหรี่ สารปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไป และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ส่งผลต่อผิวในชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้ ที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชนิด คือ คอลลาเจน และอีลาสติน ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวพรรณเต่งตึง มีความยืดหยุ่น และควบคุมความชุ่มชื้น เมื่อถูกทำลายให้บางลง และด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างการผลิต และการสลายตัวของคอลลาเจนตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดริ้วรอย ผิวหน้าหย่อนคล้อย และหยาบกระด้าง ดังนั้น วิธีที่จะทำให้ผิวพรรณกลับคืนสู่ความวัยเยาว์นั้น ก็คือการเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิว</p>
<h2>การเพิ่มคอลลาเจนก็มีหลากหลายวิธี ดังนี้</h2>
<p><strong>1.	การเติมคอลลาเจน และอีลาสตินที่ขาดหายไปจากเซลล์ผิว ตามธรรมชาติแล้ว</strong><br />
คอลลาเจนและอีลาสติน จะเริ่มเสื่อมลงเมื่ออายุ 25-30 ปี ปัจจุบันมีการค้นคว้าเพื่อหาแหล่งธรรมชาติที่จะช่วยเสริมคอลลาเจนที่ขาดหายไป เพราะผิวที่มีคอลลาเจนที่แข็งแรง จะเป็นผิวที่เปล่งปลั่ง เนียนใส คอลลาเจน จึงเป็นหัวใจสำคัญที่คงความยืดหยุ่น และช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ไม่สูญเสียไปกับสภาพแวดล้อม<br />
<strong>2.	การรับประทานอาหารที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ</strong><br />
สารต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดจากธรรมชาติ จะช่วยกำจัดตัวการสร้างอนุมูลอิสระได้หมดไป และไม่ทำลายเซลล์ผิวหนัง ซึ่งได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี สารเหล่านี้เป็นสารที่มีประสิทธิภาพ   สูงในการกำจัดอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติเพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอีลาสติน<br />
<strong>3.	การรักษาความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ผิว</strong><br />
การสูญเสียความชุ่มชื้นของเซลล์ผิว ทำให้เกิดความหยาบกร้านและริ้วรอย การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นชนิดพิเศษ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่ามอยซ์เจอไรเซอร์ทั่วไป จะสังเกตได้จากส่วนผสมที่ประกอบด้วย ไฮโดรไลซ์ คอลลาเจน, ไฮโดรไลซ์ อีลาสติน, โปรคอลลาเจน, เอเอชเอ เป็นต้น<br />
</br><br />
</br><br />
ข้อมูลจาก : www.grace-beauty.net/Documents/Collagen/Collagen1.pdf</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://glutacare.com/hydrolyzed-fish-collagen/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับการทานคอลลาเจน</title>
		<link>http://glutacare.com/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://glutacare.com/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Mar 2010 07:32:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>GlutaCare.Com</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ - สารสกัดจากธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[collagen]]></category>
		<category><![CDATA[คอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[ริ้วรอย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://glutacare.com/?p=1056</guid>
		<description><![CDATA[พออายุมากขึ้น คอลลาเจนใต้ผิวหนังลดลง ผิวพรรณก็เริ่มเหี่ยวย่น โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่ปรากฏริ้วรอย ตีนกา อย่างชัดเจน ดังนั้นคนที่รักสวยรักงาม จึงพยายามสรรหาสารพัดวิธีเพื่อเพิ่มคอลลาเจนให้คงความเต่งตึงอยู่เสมอ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ. สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า คอลลาเจนเปรียบเสมือนโครงกระดูกของผิว พออายุมากขึ้น คอลลาเจนมักจะหายไป  ทำให้เกิดริ้วรอย หรือตีนกาความจริงคนเราไม่จำเป็นต้องไปกินคอลลาเจนที่เป็นขวด หรือเป็นเม็ด  ซึ่งมีราคาแพงก็ได้ เพราะกินเข้าไปแล้ว ก็โดนน้ำย่อยทำการย่อย หลังจากนั้นก็จะถ่ายออกมากลายเป็นปัสสาวะที่แสนแพง น่าเสียดายเปล่า ๆ

วิธีป้องกันการเสื่อมสลายของคอลลาเจน  ง่าย ๆ คือ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ตัวการของความแก่
คนที่ไม่อยากแก่เร็วอย่ากินแป้งและน้ำตาลเยอะ หลีกเลี่ยงแสงยูวี เพราะจะทำให้คอลลาเจนรวน จับกันสะเปะสะปะ แทนที่จะยืดหยุ่นก็เป็นเสมือนยางที่เสื่อมสภาพ ทำให้เปราะและเหี่ยวง่าย ที่สำคัญควรรับประทานอาหารเติมคอลลาเจนให้กับร่างกาย  สำหรับอาหารที่มีคอลลาเจน เช่น ปลาทะเลน้ำลึก  ปลาทู ปลากระเบน  กระดูกปลาฉลาม ซึ่งคอลลาเจนจะพบในกระดูกของปลา หรือ พบบริเวณตาปลา มีลักษณะเป็นเหมือนวุ้น ๆ ใส ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พออายุมากขึ้น คอลลาเจนใต้ผิวหนังลดลง ผิวพรรณก็เริ่มเหี่ยวย่น โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่ปรากฏริ้วรอย ตีนกา อย่างชัดเจน ดังนั้นคนที่รักสวยรักงาม จึงพยายามสรรหาสารพัดวิธีเพื่อเพิ่มคอลลาเจนให้คงความเต่งตึงอยู่เสมอ<br />
</br><br />
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ. สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า คอลลาเจนเปรียบเสมือนโครงกระดูกของผิว พออายุมากขึ้น คอลลาเจนมักจะหายไป  ทำให้เกิดริ้วรอย หรือตีนกาความจริงคนเราไม่จำเป็นต้องไปกินคอลลาเจนที่เป็นขวด หรือเป็นเม็ด  ซึ่งมีราคาแพงก็ได้ เพราะกินเข้าไปแล้ว ก็โดนน้ำย่อยทำการย่อย หลังจากนั้นก็จะถ่ายออกมากลายเป็นปัสสาวะที่แสนแพง น่าเสียดายเปล่า ๆ<br />
</br><br />
วิธีป้องกันการเสื่อมสลายของคอลลาเจน  ง่าย ๆ คือ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ตัวการของความแก่<br />
คนที่ไม่อยากแก่เร็วอย่ากินแป้งและน้ำตาลเยอะ หลีกเลี่ยงแสงยูวี เพราะจะทำให้คอลลาเจนรวน จับกันสะเปะสะปะ แทนที่จะยืดหยุ่นก็เป็นเสมือนยางที่เสื่อมสภาพ ทำให้เปราะและเหี่ยวง่าย ที่สำคัญควรรับประทานอาหารเติมคอลลาเจนให้กับร่างกาย  สำหรับอาหารที่มีคอลลาเจน เช่น ปลาทะเลน้ำลึก  ปลาทู ปลากระเบน  กระดูกปลาฉลาม ซึ่งคอลลาเจนจะพบในกระดูกของปลา หรือ พบบริเวณตาปลา มีลักษณะเป็นเหมือนวุ้น ๆ ใส ๆ หรือจะเอากระดูกอ่อนไก่ และหมูมาต้มน้ำซุปก็จะได้คอลลาเจนเช่นกัน</h3>
<p>จะเห็นได้ว่าเวลาต้มขาหมู หรือต้มกระดูกหมู ข้น ๆ พอทิ้งไว้นาน ๆ จะกลายเป็นวุ้น  นั่นแหละคือคอลลาเจน<br />
</br><br />
วิธีสังเกตว่าอันไหนไขมันอันไหนคอลลาเจน คือ ไขมันมักจะลอยอยู่ข้างบน ส่วนคอลลาเจนจะจมอยู่ข้างล่างเป็นวุ้นใส ๆ  ถ้ากลัว ไม่กล้ากินคอลลาเจนจากสัตว์ ก็ยังมีคอลลาเจนจากพืชผัก ผลไม้  เช่น  สาหร่ายทะเล เทา หรือเตา ซึ่งเป็นสาหร่ายน้ำจืด เห็ดทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเข็มทอง เห็ดหูหนู หัวบุก  ถั่วเหลือง  แตงกวา ขึ้น  ฉ่าย มะกอก ส้มโอ แก้วมังกร แอปเปิล แต่คอลลาเจนที่พบในพืชผัก ผลไม้ จะน้อยกว่าที่พบในสัตว์<br />
</br><br />
ทั้งนี้<span style="color: #ff0000;"><strong>คอลลาเจนที่ได้จากธรรมชาติจะสามารถดูดซึมได้ดี แต่ต้องมีวิตามินซีอยู่ด้วย</strong></span> <span style="color: #ff0000;"><strong><em>ดังนั้นท่องจำ<span style="color: #ff0000;">ไว้ให้ขึ้นใจว่า  ถ้าเรากินคอลลาเจนเข้าไปเพียว ๆ โดยไม่กินอาหารที่มีวิตามินซีตามเข้าไปด้วย</span></em></strong></span></h3>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong><em>คอลลาเจนจะถูกน้ำย่อยสับ ๆๆๆ กลายเป็นกากออกมาหมด  ถ้ากินเข้าไป 100 อาจจะเหลือแค่ 10 เพราะฉะนั้นถ้ากินคอลลาเจนจากสัตว์ หรือจากอาหารเสริม ที่ไม่มีวิตามินซี ก็ควรกินวิตามินซีร่วมด้วย  เช่น กินผลไม้อย่าง ฝรั่ง หรือกินผักอย่างกระหล่ำปลีก็ได้ ส่วนผลไม้มีวิตามินซีอยู่แล้ว ก็จะช่วยดึงคอลลาเจนตัวมันเองเข้าไปด้วย</em></strong></span><br />
</br><br />
ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ สำหรับการเพิ่มคอลลาเจน ด้วยอาหารที่คุณหมอกฤษดา แนะนำ เพียงเท่านี้ริ้วรอย ตีนกา ก็จะมาเยือนท่านช้าลง.<br />
</br><br />
</br><br />
ที่มา : หนังสือพิมพ์เด ลินิวส์ ฉบับวันที่ 31 ม.ค. 2552</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://glutacare.com/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โครเมียม</title>
		<link>http://glutacare.com/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://glutacare.com/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Mar 2010 05:45:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>GlutaCare.Com</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ - สารสกัดจากธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[Calolite]]></category>
		<category><![CDATA[chromium]]></category>
		<category><![CDATA[chromium picolinate]]></category>
		<category><![CDATA[คาโลไลท์]]></category>
		<category><![CDATA[โครเมียม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://glutacare.com/?p=900</guid>
		<description><![CDATA[โดย : อินเตอร์เน็ต
โครเมียม เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อการเจริญเติบโตที่มีสุขภาพที่ดี มันมีความจำเป็นต่อขบวนการแตกของโมเลกุลโปรตีน ไขมัน และ คาร์โบไฮเดรต รองจาก แคลเซียม &#8230;

โครเมียม ยังเป็นแร่ธาตุที่ได้รับความนิยมมากสำหรับคนอเมริกันที่รับประทานเป็นประจำ และยังเป็นที่ร่างกายต้องการ โครเมียม ในปริมาณ 50 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน โครเมียม มีส่วนในการช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) ในงานวิจัยพบว่า โครเมียม เป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose tolerance factor) โดยทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และ กรดอะมิโน อีกหลายชนิด นอกจากนั้น โครเมียม อาจมีบทบาทในการเพิ่ม HDL หรือ คลอเรสเตอรอล ชนิดดี และ ลดระดับ คลอเรสเตอรอล ทั้งหมด

โครเมียม จะกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้ เป็นพลังงาน และขบวนการสังเคราะห์กรดไขมัน และ คลอเรสเตอรอล จึงดูเหมือนว่า โครเมียม จะเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลิน และการจัดการกับน้ำตาลกูลโคส ป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โดย : อินเตอร์เน็ต<br />
โครเมียม เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อการเจริญเติบโตที่มีสุขภาพที่ดี มันมีความจำเป็นต่อขบวนการแตกของโมเลกุลโปรตีน ไขมัน และ คาร์โบไฮเดรต รองจาก แคลเซียม &#8230;<br />
<br />
โครเมียม ยังเป็นแร่ธาตุที่ได้รับความนิยมมากสำหรับคนอเมริกันที่รับประทานเป็นประจำ และยังเป็นที่ร่างกายต้องการ โครเมียม ในปริมาณ 50 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน โครเมียม มีส่วนในการช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) ในงานวิจัยพบว่า โครเมียม เป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose tolerance factor) โดยทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และ กรดอะมิโน อีกหลายชนิด นอกจากนั้น โครเมียม อาจมีบทบาทในการเพิ่ม HDL หรือ คลอเรสเตอรอล ชนิดดี และ ลดระดับ คลอเรสเตอรอล ทั้งหมด<br />
<br />
โครเมียม จะกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้ เป็นพลังงาน และขบวนการสังเคราะห์กรดไขมัน และ คลอเรสเตอรอล จึงดูเหมือนว่า โครเมียม จะเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลิน และการจัดการกับน้ำตาลกูลโคส ป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ (เพราะว่ามีอินซูลินมากเกินไป) หรือโรค เบาหวาน (เพราะว่ามีอินซูลินน้อยเกินไป)<br />
<br />
จากการศึกษาพบว่า โครเมียม แบบที่เรียกว่า โครเมียมพิกโคลิเนต (Chromium Picolinate) มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงปริมาณของไขมันในร่างกาย โดยพบว่า โครเมียมพิกโคลิเนต อาจจะลดปริมาณไขมัน และกระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อ โดยมีงานวิจัยที่ทดลองให้ โครเมียมพิกโคลิเนต ขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวันกับอาสาสมัครเป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่ามีการลดลงของปริมาณไขมันในร่างกาย และ น้ำหนักร่างกาย อย่างไรก็ตาม การศึกษาอื่นก็ไม่สามารถยืนยันผลของ โครเมียมพิกโคลิเนต ต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ได้</p>
<h2>ประโยชน์ของโครเมียม</h2>
<p>คนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริม โครเมียม เลยหากสามารถรับประทานได้จากอาหารได้อย่างเพียงพอ แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันอาหารที่เรารับประทานมักจะผ่านกรรมวิธีมามากจนทำให้สาร อาหารต่างๆ รวมทั้ง โครเมียม ถูกขจัดออกไปจากอาหารทำให้ในบางรายอาจจะจำเป็นต้องพิจารณารับประทาน โครเมียม เป็นอาหารเสริม เหมือนกับวิตามินตัวอื่นๆ<br />
<br />
<strong>► ลดระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย</strong><br />
จากหลักฐานการศึกษาวิจัยพบว่า โครเมียม (ทั้งในรูปแบบพิกโคลิเนตและอื่นๆ) พบว่ามีผลในการลดระดับ คลอเลสเตอรอล ในร่างกาย โดยการมีบทบาทไปเพิ่ม HDL หรือ คลอเรสเตอรอล ชนิดดี และ ลดระดับ คลอเรสเตอรอล ทั้งหมด<br />
<br />
<strong>► ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและโรคเบาหวาน</strong><br />
ในผู้ป่วยโรค เบาหวาน แบบที่ 2 โครเมียมมีส่วนในการช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) ในงานวิจัยพบว่าอินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนจะมีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาล ในเลือด แต่ปัญหาคือเซลร่างกายผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน โครเมียม เป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose tolerance factor) โดยทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และ กรดอะมิโน อีกหลายชนิดจะไปช่วยกระตุ้นให้เซลร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลเข้าสู่ระดับปกติ มีการทดลองซึ่งเป็นการทดลองแบบที่ทั้งผู้ทดสอบและผู้ถูกทดสอบจะไม่มีใครทราบ เลยว่าได้ยาที่มีส่วนผสมของ โครเมียม หรือไม่มี เพื่อตัดตัวแปรด้านความรู้สึกของผู้เข้าการทดลองที่อาจะมีผลต่อการวัดผลใน ประสิทธิภาพของ โครเมียม ซึ่งผลการทดลองสนับสนุนสรรพคุณด้านการลดน้ำตาลในเลือดของ โครเมียม</p>
<p>เนื่องจาก โครเมียม ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยในการทำให้ glucose tolerance ดีขึ้น ดังนั้นการได้รับ โครเมียม จึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรค เบาหวาน ชนิดที่ 2 คนที่มีอาการระดับน้ำตาลในเลือดต่ำก็มีอาการดีขึ้น เมื่อได้รับ โครเมียม 200 ไมโครกรัมต่อวัน<br />
<br />
<strong>► ช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก</strong><br />
มีเพียง โครเมียมพิกโคลิเนต ที่แสดงผลในเรื่องนี้คือมันไปช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และไปเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ มีการศึกษาเมื่อปี 1998 โดยมีอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 122 คนที่เป็นสมาชิกของเฮลท์คลับต่างๆ ในเทกซัสได้รับ โครเมียม จำนวน 400 ไมโครกรัมต่อวันของ โครเมียมพิกโคลิเนต หรือยาหลอกเป็นระยะเวลติดต่อกัน 3 เดือน คนที่ได้รับ โครเมียม มีไขมันในร่างกายลดลง 6 ปอนด์ (2.7 กิโลกรัม) ขณะที่คนที่ได้รับยาหลอกลดลงเพียง 3 ปอนด์ (1.3 กิโลกรัม)<br />
<br />
นอกจากนี้จากผลการทดลองดังกล่าวจึงมีการใช้ โครเมียมพิกโคลิเนต ในกลุ่มผู้รักการออกกำลังกายเพื่อที่จะช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และลดไขมันในร่างกาย เมื่อรับประทาน โครเมียมพิกโคลิเนต ร่วมกับการออกกำลังการอย่างสม่ำเสมอ</p>
<h2>แหล่งที่พบโครเมียม</h2>
<p>แหล่งที่พบโครเมียมที่ดีที่สุด คือ ในยีสต์ (Brewer’s yeast) นอกจากนั้นก็ยังพบใน เมล็ดธัญพืช และ ซีเรียล ซึ่งปรกติจะถูกทำลายไปในระหว่างกระบวนการผลิต เบียร์บางยี่ห้อก็อาจจะมี โครเมียม ในปริมาณมาก</p>
<h2>ใครที่จะขาดโครเมียม</h2>
<p>เนื่องจากคนทั่วไปได้รับ โครเมียม ในปริมาณที่ต่ำกว่าที่ US RDA ได้แนะนำไว้คือ 50 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน และ ประมาณ 3 % ของ โครเมียม ในอาหารที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย คนทั่วไปควรได้รับ โครเมียม เป็นอาหารเสริม การที่รับประทานอาหารประเภทน้ำตาล และอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในปริมาณสูง ก็อาจจะทำให้เกิดการขาด โครเมียม และเร่งให้เกิดโรค เบาหวาน ได้<br />
<br />
พบว่า คนในกลุ่มผู้สูงอายุ นักกีฬา และหญิงมีครรภ์ เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาด โครเมียม มากที่สุด เมื่อร่างกายขาด โครเมียม จะมีอาการต่อไปนี้ คือ มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรค เช่น impaired glucose tolerance, glycosuria, อาการระดับน้ำตาลสูงเมื่ออดอาหาร fasting hyperglycemia, ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น และ การทำงานของอินซูลินลดลง (ซึ่งเหล่านี้ล้วนอาการเริ่มต้นของโรคเบาหวาน)</p>
<p>ขนาดที่แนะนำ ปริมาณที่แนะนำโดยแพทย์ทั่วไป คือ 200 ไมโครกรัมต่อวัน</p>
<h2>อาการข้างเคียง</h2>
<p>ในปริมาณที่ โครเมียม วางขายทั่วไป (50 – 300 ไมโครกรัมต่อวัน) ไม่พบว่าก่อให้เกิด อาการเป็นพิษต่อร่างกาย (toxicity) อาหารเสริม โครเมียม อาจจะเพิ่ม หรือเข้าไปช่วยการทำงานของยารักษาโรค เบาหวาน (เช่น อินซูลิน หรือยาลดน้ำตาลอื่นๆ) และอาจทำให้เกิดอาการระดับน้ำตาลต่ำได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรค เบาหวาน จึงควรปรึกษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะทานอาหารเสริม โครเมียม</p>
<p>ผลต่ออาหารชนิดอื่นๆ<br />
จากการศึกษาพบว่า วิตามินซี เพิ่มการดูดซึมของ โครเมียม จึงได้มีการแนะนำให้รับประทานร่วมกันระหว่าง วิตามินซี และ โครเมียม หรือทานร่วมกับอาหารที่มี วิตามินซี สูงๆ</p>
<h2>ข้อระวังในการใช้</h2>
<p>► ผู้ป่วยโรค เบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการรับประทาน เนื่องจาก โครเมียม อาจจะไปมีผลทำให้ความต้องการอินซูลินหรือยาลดน้ำตาลในเลือดลดน้อยลงได้</p>
<p>► อย่ารับประทานพร้อมๆ กับแคลเซียมคาร์บอเนต หรือยาลดกรดต่างๆในเวลาเดียวกันเพราะมันอาจจะไปรบกวนการดูดซึมของโรคเมียมได้</p>
<p>► การรับประทาน โครเมียม ในปริมาณสูงๆ อาจจะไปรบกวนการดูดซึม สังกะสี (Zinc) ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มปริมาณการรับประทาน สังกะสี ให้เพิ่มมากขึ้นแทน<br />
<br />
อ้างอิง : www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=287&#038;sub_name=ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด&#038;sub_id=78&#038;ref_main_id=13&#038;mtop_name=โครเมียม..แร่ธาตุจำเป็นต่อร่างกาย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://glutacare.com/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สารสกัดจากกระบองเพชร</title>
		<link>http://glutacare.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://glutacare.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Mar 2010 05:43:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>GlutaCare.Com</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ - สารสกัดจากธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[Calolite]]></category>
		<category><![CDATA[กระบองเพชร]]></category>
		<category><![CDATA[คาโลไลท์]]></category>
		<category><![CDATA[สารสกัดจากกระบองเพชร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://glutacare.com/?p=903</guid>
		<description><![CDATA[โดย : ภญ.ยุพดี วยุพงษ์

กระบองเพชรพันธุ์ Hoodia Gordonii ซึ่งอยู่ในตระกูล Asclepiadaceae มีลักษณะต้นคล้ายกระบอกเพชรทั่วไปที่มีหนามแหลมเล็ก ขึ้นมากอยู่ในแถบอาฟริกาใต้ กล่าวกันว่าชนเผ่า San Bushman นำมาใช้เป็นพืชที่ใช้ในการเดินทางไกลไปในทะเลทรายหรือการล่าสัตว์เพื่อช่วย ให้ไม่รู้สึกหิว และนำมาใช้นับพันปีมาแล้ว นี่เองจึงทำให้วงการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจศึกษาเป็นพิเศษว่ามี ส่วนประกอบอะไรในกระบองเพชรนี้ที่มีผลต่อความรู้สึกอยากอาหาร

จริง ๆแล้ว พืชนี้ให้สารอาหารประเภทเส้นใย (fiber) สารต้านอนุมูลอิสระ และ Sterol glycosides นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นสาร sterol glycoside หรือไม่ที่มีผลลดความอยากอาหาร จึงตั้งสมมุติฐานไว้ว่า สาร sterol glycoside นี้อาจส่งสัญญาณไปหลอกสมองส่วน Hypothalamus ว่าน้ำตาลในเลือดสูงพอแล้ว ไม่ต้องกินอะไรเพิ่มอีกแล้ว เพื่อสนับสนุนสมมุติฐานนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองโดยนำสารสกัดจากกระบองเพชร Hoodia Gordonii (ซึ่งสารสกัดนี้ผลิตโดยบริษัท Phytopharm PLC ตั้งชื่อรหัสสารสกัดว่า P57AS3) ฉีดใส่ในสมองของหนูทดลอง แล้วตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในสมอง ที่สุดก็พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของระดับพลังงาน(ATP) ในสมองของส่วน Hypothalamus ถึง 150% นี่อาจเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกความเพียงพอในระดับพลังงานที่สมองต้องการ ขณะเดียวกันก็พบว่าหนูมีความต้องการอาหารลดลงถึง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โดย : ภญ.ยุพดี วยุพงษ์<br />
<img class="alignnone size-full wp-image-902" title="ตะบองเพชร2" src="http://glutacare.com/wp-content/uploads/2010/03/ตะบองเพชร2.jpg" alt="ตะบองเพชร2" width="325" height="400" /></p>
<p>กระบองเพชรพันธุ์ Hoodia Gordonii ซึ่งอยู่ในตระกูล Asclepiadaceae มีลักษณะต้นคล้ายกระบอกเพชรทั่วไปที่มีหนามแหลมเล็ก ขึ้นมากอยู่ในแถบอาฟริกาใต้ กล่าวกันว่าชนเผ่า San Bushman นำมาใช้เป็นพืชที่ใช้ในการเดินทางไกลไปในทะเลทรายหรือการล่าสัตว์เพื่อช่วย ให้ไม่รู้สึกหิว และนำมาใช้นับพันปีมาแล้ว นี่เองจึงทำให้วงการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจศึกษาเป็นพิเศษว่ามี ส่วนประกอบอะไรในกระบองเพชรนี้ที่มีผลต่อความรู้สึกอยากอาหาร<br />
<br />
จริง ๆแล้ว พืชนี้ให้สารอาหารประเภทเส้นใย (fiber) สารต้านอนุมูลอิสระ และ Sterol glycosides นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นสาร sterol glycoside หรือไม่ที่มีผลลดความอยากอาหาร จึงตั้งสมมุติฐานไว้ว่า สาร sterol glycoside นี้อาจส่งสัญญาณไปหลอกสมองส่วน Hypothalamus ว่าน้ำตาลในเลือดสูงพอแล้ว ไม่ต้องกินอะไรเพิ่มอีกแล้ว เพื่อสนับสนุนสมมุติฐานนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองโดยนำสารสกัดจากกระบองเพชร Hoodia Gordonii (ซึ่งสารสกัดนี้ผลิตโดยบริษัท Phytopharm PLC ตั้งชื่อรหัสสารสกัดว่า P57AS3) ฉีดใส่ในสมองของหนูทดลอง แล้วตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในสมอง ที่สุดก็พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของระดับพลังงาน(ATP) ในสมองของส่วน Hypothalamus ถึง 150% นี่อาจเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกความเพียงพอในระดับพลังงานที่สมองต้องการ ขณะเดียวกันก็พบว่าหนูมีความต้องการอาหารลดลงถึง 60% จึงสรุปในเบื้องต้นว่า sterol glycoside นี่แหละน่าจะเป็นสารสำคัญที่ควบคุมความหิวได้<br />
<br /><strong><br />
กระบองเพชรอุดมด้วยคุณค่าสารอาหารมากมาย ที่มีประโยชน์ในการลดน้ำหนัก ,ลดไขมันและโคเลสเตอรอล,ลดระดับน้ำตาลและช่วยต่อต่านอนุมูลอิสระได้ด้วย</strong></p>
<h2>กลไกการทำงานของกระบองเพชร</h2>
<p><strong>-ช่วยลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย<br />
-ช่วยสลายไขมันเก่า<br />
-ไฟเบอร์คุณภาพสูง<br />
-กรดอะมิโน,บี3,ไฟเบอร์ ช่วยลดโคเลสเตอรอลLDL,ไตรกลีเซอไรด์ ต่อต้านอนุมูลอิสระ<br />
-อุดมด้วยวิตามิน ซี,เอ ลดระดับน้ำตาล<br />
-ควบคุมน้ำตาลในกระแสเลือด<br />
-กรดอะมิโนที่จำเป็นลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เซลล์</strong><br />
<br />
เมื่อพูดถึงความปลอดภัยในการใช้ ชาว San Bushman ก็ได้มีการบริโภคพืชนี้มานานนับฟันปีมาแล้ว ทั้งในรูปสดและนำไปตากแดดจนแห้ง แต่พวกเขาจะไม่บริโภคส่วนที่เป็นดอกและราก ชาว San Bushman เล่าว่าพวกเขาจะพกกระบองเพชรนี้ไปด้วยถ้าต้องออกล่าสัตว์หรือเดินทางไกลใน ทะเลทราย ซึ่งน่าจะหมายความว่า หากมีการนำมาใช้ทางการค้าเพื่อลดความอยากอาหารก็ควรต้องมีการออกกำลังกายแบบ แอโรบิคควบคู่ไปด้วย จึงจะได้ผลดีและปลอดภัย<br />
<br />
อ้างอิง : www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=180&#038;sub_name=ยับยั้งการดูดซึมไขมัน&#038;sub_id=79&#038;ref_main_id=13&#038;mtop_name=ประโยชน์ของสารสกัดจากกระบองเพชร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://glutacare.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สารสกัดจากชาเขียว</title>
		<link>http://glutacare.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://glutacare.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Mar 2010 05:42:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>GlutaCare.Com</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ - สารสกัดจากธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[Calolite]]></category>
		<category><![CDATA[คาโลไลท์]]></category>
		<category><![CDATA[ชาเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[สารสกัดจากชาเขียว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://glutacare.com/?p=898</guid>
		<description><![CDATA[
สารสำคัญในชาเขียว
ในใบชาเขียวมีสาร polyphenols ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนซ์ที่ทรงพลังในปริมาณสูง (30 &#8211; 35 % ของน้ำหนักใบชาแห้ง) เชื่อว่าสาร polyphenols นี่เองที่เป็นสารสำคัญและดีต่อสุขภาพ สาร polyphenols นี้รวมถึงสาร flavonoids (ซึ่งมักพบได้ทั่วไปในผัก ผลไม้) ส่วนสาร catechins ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ที่สำคัญเป็น flavonoids ชนิดพิเศษที่พบในชา เนื่องจากชาเขียวไม่ผ่านกระบวนการหมัก จึงยังคงรักษาสารสำคัญไว้ได้ในปริมาณสูง พบว่าในชาเขียวมีปริมาณ catechins ประมาณ 10 &#8211; 18% ของน้ำหนักใบชาแห้ง ในขณะที่ชาดำมี catechins ประมาณ 3 &#8211; 5 % ของน้ำหนักใบชาแห้ง แสดงว่าการหมักมีการทำลายสาร catechins นอกจากนี้นักวิจัยยังสามารถแยกสาร catechins ออกได้เป็น 5 ชนิด คือ
1. gallocatechin (GC)
2. epicatechin (EC)
3. epigallocatechin (EGC)
4. epicatechin gallate [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="size-full wp-image-897 alignleft" title="ชาเขียว" src="http://glutacare.com/wp-content/uploads/2010/03/ชาเขียว.jpg" alt="ชาเขียว" width="250" height="308" /></p>
<h2>สารสำคัญในชาเขียว</h2>
<p>ในใบชาเขียวมีสาร polyphenols ที่มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนซ์ที่ทรงพลังในปริมาณสูง (30 &#8211; 35 % ของน้ำหนักใบชาแห้ง) เชื่อว่าสาร polyphenols นี่เองที่เป็นสารสำคัญและดีต่อสุขภาพ สาร polyphenols นี้รวมถึงสาร flavonoids (ซึ่งมักพบได้ทั่วไปในผัก ผลไม้) ส่วนสาร catechins ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ที่สำคัญเป็น flavonoids ชนิดพิเศษที่พบในชา เนื่องจากชาเขียวไม่ผ่านกระบวนการหมัก จึงยังคงรักษาสารสำคัญไว้ได้ในปริมาณสูง พบว่าในชาเขียวมีปริมาณ catechins ประมาณ 10 &#8211; 18% ของน้ำหนักใบชาแห้ง ในขณะที่ชาดำมี catechins ประมาณ 3 &#8211; 5 % ของน้ำหนักใบชาแห้ง แสดงว่าการหมักมีการทำลายสาร catechins นอกจากนี้นักวิจัยยังสามารถแยกสาร catechins ออกได้เป็น 5 ชนิด คือ</p>
<p>1. gallocatechin (GC)<br />
2. epicatechin (EC)<br />
3. epigallocatechin (EGC)<br />
4. epicatechin gallate (ECG)<br />
5. epigallocatechin gallate (EGCG)</p>
<p>โดย EGCG ถือเป็น catechins ที่ทรงพลัง ที่สุด นอกจากนี้ ใบชาเขียวยังประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กรดอะมิโน วิตามินซี วิตามินบี วิตามินอี และฟลูออไรด์ ชาเขียวที่มีคุณภาพดีจะมีปริมาณกรดอะมิโนสูงแต่มี แทนนินต่ำ ในทางตรงข้าม ชาดำและชาอูหลงที่ดีจะมีปริมาณแทนนินสูง ชาเขียวมีรสชาติเฉพาะตัว จะมี รสฝาดน้อย เมื่อนำมาทำเป็นชาเขียว จะทำให้น้ำชามีสีเขียวอ่อนปนน้ำตาล มีกลิ่นหอมเฉพาะ สามารถนำมาปรุงแต่งสี กลิ่นและรสสำหรับผลิตภัณฑ์หลายๆ ชนิดได้อย่างลงตัว เนื่องจากละลายน้ำได้ดี มีกลิ่นหอม และรสชาติดี</p>
<h3><strong>ชาเขียว &#8211; ต้านอนุมูลอิสระ</strong></h3>
<p>ดังที่กล่าวข้างต้นว่าชาเขียว มีสารแอนติออกซิแดนซ์ ที่ทรงพลังในปริมาณสูง สารแอนติออกซิแดนซ์นี้สามารถจับกับอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ภาวะไขมันในเลือดสูง สารสกัดจากชาเขียวจึงป้องกันอันตรายที่เกิดจากฤทธิ์ของอนุมูลอิสระในร่างกาย ได้</p>
<h3><strong>ชาเขียว &#8211; ป้องกันโรคมะเร็ง</strong></h3>
<p>จากการศึกษาทางระบาดวิทยาในปี ค.ศ. 1970 พบว่า ชาวญี่ปุ่นในเมืองชิโอสุกะมีอัตราส่วนของประชากรที่เป็นโรคมะเร็งกระเพาะ อาหารต่ำกว่า ชาวญี่ปุ่นในเมืองอื่น และชาวเมืองชิโอสุกะมีอาชีพปลูกชาเขียวและมีการบริโภคชาสูงกว่าชาวญี่ปุ่นใน เมืองอื่น นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคชาเขียวกับ ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่ลดลง หรือ อีกนัยหนึ่งชาเขียว มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค มะเร็งชนิดต่างๆ ได้จริงหรือมีรายงานการทดลอง โดยให้หนูทดลองบริโภคสารละลาย polyphenols แต่ละชนิดและฉีดสารก่อมะเร็งเอ็นเอ็นเค ผลปรากฏว่า EGCG สามารถลดเปอร์เซนต์การก่อตัวเป็นมะเร็งได้ดีที่สุด นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า catechins มีบทบาทสำคัญ คือ ช่วยลดภาวะเป็นพิษของสารก่อมะเร็ง บางชนิด แทรกแซงกระบวนการเกาะยึดของสารก่อมะเร็งต่อ DNA ของเซลล์ปกติ สรรพคุณที่เป็นสารแอนติออกซิแดนซ์ที่ทรงพลัง เสริมการทำงานกับสารแอนติออกซิแดนซ์และ enzymes อื่นๆ และจำกัดการลุกลามของเซลล์เนื้องอก</p>
<h3><strong>ชาเขียว &#8211; ลดระดับไขมันในเลือด</strong></h3>
<p>ได้มีการทดลองให้หนูบริโภคอาหารที่มี โคเลสเตอรอลสูง เปรียบเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงพร้อมกับได้รับ catechins พบว่า catechins สามารถลดปริมาณการเพิ่มขึ้นของระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดได้ นอกจากนี้ มีรายงานการทดลอง แสดงให้เห็นว่า อาสาสมัคร ชาวญี่ปุ่นที่ดื่มชาเขียววันละ 9 ถ้วย สามารถลด ระดับโคเลสเตอรอลได้เฉลี่ย 8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร</p>
<h3><strong>ชาเขียว &#8211; ลดระดับน้ำตาลในเลือด</strong></h3>
<p>Catechins ในชาเขียวมีประสิทธิภาพในการจำกัดการทำงานของ amylase enzyme ทำให้ไม่สามารถดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่ร่างกาย ผลทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สูงขึ้น จากการทดสอบในหนูทดลอง พบว่า catechins ช่วยลดระดับกลูโคส และระดับอินซูลินในเลือดได้ และเมื่อทำการวิจัย ในอาสาสมัครโดยให้ catechins 300 มิลลิกรัม ตามด้วยการบริโภคแป้งข้าว 50 กรัม พบว่าระดับกลูโคสและระดับอินซูลินในเลือดไม่สูงขึ้นดังที่ควรจะเป็น</p>
<h3><strong>ชาเขียว &#8211; ช่วยลดน้ำหนัก</strong></h3>
<p>จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การดื่มชาเขียววันละ 2 ถ้วย ช่วยลดการเกิดไขมันส่วนเกิน และทำให้รู้สึกอิ่ม ในการทดลอง เมื่อให้หนูบริโภคอาหารปกติและเสริมด้วยสารสกัดชาเขียว พบว่าการสะสมไขมันในหนูลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่เมื่อให้อาหารเสริมชาเขียวต่อไปนานๆปริมาณไขมันกลับไม่ลดลงต่ำจนผิดปกติ</p>
<h3><strong>ชาเขียว &#8211; รักษาสุขภาพช่องปาก</strong></h3>
<p>การเกิดฟันผุเป็นผลมาจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus mutans ในช่องปากทำปฏิกิริยากับน้ำตาล ได้เป็นสารกลูแคนมีลักษณะเหนียวข้น ไม่ละลายน้ำ เคลือบอยู่ที่ฟัน แล้วเชื้อจุลินทรีย์จะใช้กลูแคนนี้เป็นอาหาร ในระหว่างกระบวนการเมตาโบลิซึม เกิดการสร้างกรดซึ่งไปทำลายสารเคลือบฟันเป็นสาเหตุให้ฟันผุ จากการทดสอบในห้องปฎิบัติการพบว่า สาร catechins สามารถยั้บยั้งกระบวนการผลิตกลูแคนของเชื้อ S. mutans ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนอาจกล่าวได้ว่า การดื่มชาเขียวหลังมื้ออาหารสามารถป้องกันโรคฟันผุได้<br />
<br />
ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของชาเขียว</p>
<p>นอกจากอาหาร ได้แก่ ขนมปัง เค้ก ขนม ขบเคี้ยว ช็อกโกแลต หมากฝรั่ง ลูกอม ฯลฯ ที่นำชาเขียวมาใช้แต่งกลิ่น สีและรสชาติของอาหารแล้ว เพื่อสนองตอบความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ผู้ผลิตได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากชาเขียวหลั่งไหลออกมาสู่ท้องตลาด นับตั้งแต่ของใช้ในชีวิตประจำวันอย่าง สบู่ เกลืออาบน้ำ โลชั่น ครีม น้ำยาดับกลิ่นกาย ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก และเครื่องสำอางต่างๆ นอกจากนี้มีการนำสรรพคุณของชาเขียวในการเป็นสารแอนติออกซิแดนซ์ที่ทรงพลังมาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารที่มีไขมันและน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้เหม็นหืนเร็ว มีการศึกษาวิจัยถึงความเป็นไปได้ในการนำสารสกัดจากชาเขียวมาใช้เป็นสารกัน บูดสำหรับอาหารสดไปจนถึง การนำชาเขียวมาผสมกับ เส้นใยผ้า เป็น &#8220;antimicrobial fiber&#8221; สำหรับเสื้อผ้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น และมีการนำไปใช้เป็น ส่วนผสมในแผ่นใยกรองอากาศสำหรับเครื่องปรับอากาศ นับว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้ และ เข้ากับกระแสนิยมทีเดียว&#8230;แต่ก็อย่าทานเยอะเกินไปล่ะ เพราะการดื่มชาเขียวในปริมาณสูงอาจมีผลในการลดการดูดซึมวิตามิน B1 และ ธาตุเหล็กได้ นอกจากนี้สารแทนนินที่อยู่ในชาเขียวทำให้เกิดรสขมนั้น อาจทำให้ท้องผูกได้ คาเฟอีนในชาเขียวอาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ เนื่อง อย่างไรก็ตาม ชาเขียวยังมีคาเฟอินน้อยกว่ากาแฟ คือประมาณ 30-60 มก. ต่อชา 6-8 ออนซ์ เมื่อเทียบ กับจำนวน คาเฟอินกว่า 100 มก. ที่พบในกาแฟ<br />
<br />
อ้างอิง : www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=197&#038;sub_name=สารสกัดจากพืช&#038;sub_id=75&#038;ref_main_id=14&#038;mtop_name=ประโยชน์ของชาเขียว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://glutacare.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สารสกัดจากถั่วขาว</title>
		<link>http://glutacare.com/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://glutacare.com/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Mar 2010 05:32:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>GlutaCare.Com</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ - สารสกัดจากธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[Calolite]]></category>
		<category><![CDATA[คาโลไลท์]]></category>
		<category><![CDATA[ถั่วขาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://glutacare.com/?p=882</guid>
		<description><![CDATA[ถั่วขาว



ถั่วขาวเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีต้นกำเนิดในพื้นที่สูง ในแถบประเทศแม็กซิโก กัวเตมาลา เป็นพืชที่ต้องการอยู่ในอากาศหนาวเย็นในช่วงที่มันจะเจริญเติบโต ส่วนในประเทศไทยนั้นก็มีการลองปลูกถั่วขาวบนพื้นที่สูงเช่นเดียวกัน พบว่าสามารถเพราะปลูกได้ดีทีเดียวแต่มีการเพาะปลูกไม่แพร่หลายนัก “ถั่วขาว” มี ชื่อวิทยาศาสตร์ Bruguiera cylindrical  วงศ์ RHIZOPHORACEAE

ในปัจจุบันมีการสกัดสารสำคัญถั่วขาวที่ชื่อว่า ฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) มีคุณสมบัติทำให้เอนไซม์อะไมเลสเป็นกลาง  ดังนั้นแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่เราบริโภคเข้าไปนั้นจึงไม่สามารถเปลี่ยนจากเเป้งกลายเป็นน้ำตาลได้ถึง 50-66% หากได้รับสารสกัดจาก “ถั่วขาว” เข้าไปในปริมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวันจะ ร่างกายได้รับพลังงานจากแป้งลดน้อยลงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งมีผลทำให้การสะสมของไขมันในร่างกายที่เกิดจากน้ำตาลในแป้งลดน้อยลง เมื่อร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน ดังนั้นร่างกายก็จะเผาผลาญไขมันเก่าที่สะสมออกมาใช้มากยิ่งขึ้นร่วมไปถึงยังลดระดับไตรกรีเซอไรด์ในร่างกายด้วยจึงทำให้น้ำหนักลดลงโดยไม่ต้องใช้วิธีอดอาหารหรือกินยาลดความอ้วน

กลไกการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากถั่วขาว
ธรรมชาติของร่างกาย เมื่อรับประทานอาหารจำพวก แป้ง,ข้าว เข้าไป ร่างกายจะหลั่งสารL-amylaseมาย่อย Carbohydrate ให้เป็นหน่วยโมเลกุลเล็ก ๆ คือ น้ำตาล Glucose จากนั้นร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาล Glucose ให้เป็นพลังงาน (Energy) เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมของร่างกายหากรับประทานแป้งมากกินไป เสมือนหนึ่งมี น้ำตาล Glucose มากเกินความต้องการของร่างกาย น้ำตาล Glucose ส่วนเกินจะเป็นไปเป็นไขมัน สะสมใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองของร่างกายต่อไป ไขมันสะสมทำให้เราอ้วน และน้ำหนักมากเกินไป

White kidney [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h1 style="text-align: center;">ถั่วขาว</h1>
<p style="text-align: left;"><img class="size-full wp-image-886 alignleft" title="mtopic_178" src="http://glutacare.com/wp-content/uploads/2010/03/mtopic_178.jpg" alt="mtopic_178" width="195" height="240" /></p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">ถั่วขาวเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีต้นกำเนิดในพื้นที่สูง ในแถบประเทศแม็กซิโก กัวเตมาลา เป็นพืชที่ต้องการอยู่ในอากาศหนาวเย็นในช่วงที่มันจะเจริญเติบโต ส่วนในประเทศไทยนั้นก็มีการลองปลูกถั่วขาวบนพื้นที่สูงเช่นเดียวกัน พบว่าสามารถเพราะปลูกได้ดีทีเดียวแต่มีการเพาะปลูกไม่แพร่หลายนัก “ถั่วขาว” มี ชื่อวิทยาศาสตร์ Bruguiera cylindrical  วงศ์ RHIZOPHORACEAE</p>
<p></br></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #000000;">ในปัจจุบันมีการสกัดสารสำคัญถั่วขาวที่ชื่อว่า ฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) มีคุณสมบัติทำให้เอนไซม์อะไมเลสเป็นกลาง  <em><span style="color: #ff0000;">ดังนั้นแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่เราบริโภคเข้าไปนั้นจึงไม่สามารถเปลี่ยนจากเเป้งกลายเป็นน้ำตาลได้ถึง 50-66%</span></em> <em><span style="color: #ff0000;">หากได้รับสารสกัดจาก “ถั่วขาว” เข้าไปในปริมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวันจะ ร่างกายได้รับพลังงานจากแป้งลดน้อยลงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งมีผลทำให้การสะสมของไขมันในร่างกายที่เกิดจากน้ำตาลในแป้งลดน้อยลง เมื่อร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน ดังนั้นร่างกายก็จะเผาผลาญไขมันเก่าที่สะสมออกมาใช้มากยิ่งขึ้นร่วมไปถึงยังลดระดับไตรกรีเซอไรด์ในร่างกายด้วยจึงทำให้น้ำหนักลดลงโดยไม่ต้องใช้วิธีอดอาหารหรือกินยาลดความอ้วน</span></em></span></p>
<h2></h2>
<h2>กลไกการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากถั่วขาว</h2>
<p style="text-align: left;">ธรรมชาติของร่างกาย เมื่อรับประทานอาหารจำพวก แป้ง,ข้าว เข้าไป ร่างกายจะหลั่งสารL-amylaseมาย่อย Carbohydrate ให้เป็นหน่วยโมเลกุลเล็ก ๆ คือ น้ำตาล Glucose จากนั้นร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาล Glucose ให้เป็นพลังงาน (Energy) เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมของร่างกายหากรับประทานแป้งมากกินไป เสมือนหนึ่งมี น้ำตาล Glucose มากเกินความต้องการของร่างกาย น้ำตาล Glucose ส่วนเกินจะเป็นไปเป็นไขมัน สะสมใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองของร่างกายต่อไป ไขมันสะสมทำให้เราอ้วน และน้ำหนักมากเกินไป</p>
<p style="text-align: left;"><img class="alignnone size-full wp-image-884" title="clip_image002" src="http://glutacare.com/wp-content/uploads/2010/03/clip_image002.JPG" alt="clip_image002" width="586" height="284" /></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #000000;">White kidney bean หรือสารสกัดจากถั่วขาว ทำหน้าที่ ยับยั้งการทำงานของ เอมไซม์ L-amylase ได้ถึงกว่า 50 % ซึ่ง นั่นหมายความว่า <em><span style="color: #ff0000;">หากเรารับประทานอาหารจำพวกแป้งเข้าไป 1 จาน แต่ร่างกายเพียงสามารถเปลี่ยนแป้งให้เป็น  Glucose และมีโอกาสที่จะเปลี่ยนต่อไปเป็นไขมัน ได้เพียงครึ่งจานเท่านั้น ส่วนอีกหนึ่งจานจะอยู่ในรูป Carbohydrate ที่ไม่ดูดซึม แล้วขับถ่ายออกมาในรูปของเส้นใย (Fiber) แทน</span></em></span></p>
<p style="text-align: left;"><img class="alignnone size-full wp-image-883" title="clip_image001" src="http://glutacare.com/wp-content/uploads/2010/03/clip_image001.JPG" alt="clip_image001" width="586" height="284" /></p>
<h2>งานวิจัยที่สนับสนุนสรรพคุณของถั่วขาว</h2>
<p style="text-align: left;">ปี 1975 เริ่มมีการสกัดสารฟาเซโอลามินจากถั่วแดงหลวง (kidney beans)<br />
ปี 1980 มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของสารสกัดฟาเซโอลามโดยกล่าวว่ามีคุณสมบัติเป็น starch blockers (ตัวบล็อคแป้ง) ใช้ในผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ที่เป็นเบาหวาน<br />
ปี 2001 มีการใช้วิจัยโดยให้ผู้เข้าทำการทดลองจำนวน 60 คนโดยกลุ่มแรก 30คน<br />
รับประทานสารสกัดจากถั่วขาว (Phase 2TM) เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ 2 อีก 30 คนที่ไม่ได้รับประทานสารสกัดจากถั่วขาว 500 มก. ก่อนมื้ออาหาร เป็นเวลา 30 วัน ผลปรากฏว่า กลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากถั่วขาว มีค่าการดูดซับแป้งลดลงถึง 66 % เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทาน ซึ่งค่าการดูดซับแป้งไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด นอกจากนั้นยังพบว่า หลังจากครบ 30 วัน น้ำหนักเฉลี่ยของกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากถั่วขาว ลดลง 6.45 ปอนด์ (2.93 ก.ก.)เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน ซึ่งไม่มีผู้ใดที่มีน้ำหนักตัวลดลงถึง 1 ปอนด์ (0.45 ก.ก.) เลย และยังพบว่า กลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากถั่วขาวนั้น มี Body fat mass ลดลงมากกว่า 10 % และมีขนาดรอบเอวลดลงมากกว่า 3 % ด้วย<br />
ปี 2004 มีรายงานผลการวิจัยโดยใช้ผู้เข้าร่วมทดลอง 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมี 14 คนให้รับประทานสารสกัดจากถั่วขาว (Phase 2TM ) 1500 มก. ตอนมื้อเที่ยงและมื้อเย็น โดยอีกกลุ่มจำนวน 14 คนที่ไม่ได้รับประทานสารสกัดจากถั่วขาว เป็นเวลานาน 8 สัปดาห์ โดยระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้กลุ่มผู้ทดลองทั้ง 2 กลุ่ม รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ไขมันต่ำและมีคอมเพลกซ์คาร์โบไฮเดรด 100 &#8211; 200 กรัมต่อวัน โดยทำการวัดน้ำหนัก ระดับไตรกลีเซอไรด์  และขนาดเอว ของผู้เข้าร่วมการทดลอง ทุกๆ 2 4 6 และ 8 สัปดาห์ โดยผลการทดลองที่ได้แสดงในตารางที่ 1</p>
<p style="text-align: left;"><img class="alignnone size-full wp-image-885" title="รูปถั่วขาว" src="http://glutacare.com/wp-content/uploads/2010/03/รูปถั่วขาว.JPG" alt="รูปถั่วขาว" width="677" height="363" /></p>
<p style="text-align: left;">จากตารางที่ 1 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่ทานสารสกัดจากถั่วขาวมีน้ำหนักตัว ระดับไตรกลีเซอไรด์ รวมทั้งขนาดของเอวลดลงมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทานอย่างชัดเจน</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #000000;">ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากถั่วขาวมีการผสมเป็นส่วนประกอบมีหลากหลายและราคาสูง <span style="color: #ff0000;"><em>การเลือกซื้อก็ต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือ และได้รับอนุญาตจาก อย.  มีการเเสดงฉลากที่ถูกต้อง ไม่มีข้อความบนฉลากที่อวดอ้างสรรพคุณเกินความจริง</em></span></span></p>
<p style="text-align: left;">สิ่งที่สำคัญ เป็นวิธีที่ดีและเหมาะสมกับร่างกายเรามากที่สุดก็คือ การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และควบคุมการรับประทานอาหารจำพวก แป้ง น้ำตาล ไขมัน และแอลกอลฮอล์ ให้น้อยลงหรืออยู่ในปริมาณที่พอเหมาะเลิกการกินจุบจิบระหว่างมื้ออาหารร่วมไปถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเท่านี้ก็ทำให้เราหลุดพ้นจากความอ้วนได้แน่นอน</p>
<h2>เอกสารอ้างอิง</h2>
<p style="text-align: left;">www.thaipost.net/x-cite/270509/5279<br />
“ถั่วขาว” อานุภาพล้ำ สำหรับสาวเอ็นจอยอีตติ้ง</p>
<p style="text-align: left;">www.bangkokbiznew.com/home/detail/life-style/health<br />
สารสกัดจากถั่วขาว ฆาตกรฆ่า “แป้ง”</p>
<p style="text-align: left;">หนังสือตารางการแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย<br />
NUTRITIVE   VALVES  OF  THAI   FOODS  DEPARTMENT    OF   HEALTH   MINISTRY  OF  PUBLIC   HEALTH<br />
SEMTEMBER   2001</p>
<p style="text-align: left;">www.bangkokhealth.com/consult_htdoc/question.asp?gid=37264<br />
เปิดประเด็น “ถั่วขาว”</p>
<p style="text-align: left;">www.dynaplanets.com/Dyna-download/word/Carbolife.doc<br />
beauti2home.com/images/catalog_images/io_course_22.doc</p>
<p style="text-align: left;">www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=178&amp;sub_name=ควบคุมความอยากอาหาร&amp;sub_id=82&amp;ref_main_id=13&amp;mtop_name=สารสกัดจากถั่วขาว เทรนด์ใหม่ของคนควบคุมน้ำหนัก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://glutacare.com/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สารสกัดจากผลส้มแขก</title>
		<link>http://glutacare.com/%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://glutacare.com/%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Mar 2010 14:30:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>GlutaCare.Com</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ - สารสกัดจากธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[Calolite]]></category>
		<category><![CDATA[Garcenia]]></category>
		<category><![CDATA[คาโลไลท์]]></category>
		<category><![CDATA[สารสกัดจากส้มแขก]]></category>
		<category><![CDATA[ส้มแขก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://glutacare.com/?p=894</guid>
		<description><![CDATA[โดย : clinicneo
ผลส้มแขก (Garcenia Cambogia) เป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย นิยมนำมาประกอบอาหาร ลักษณะของผลส้มแขก จะคล้ายฟักทองขนาดเล็ก มีมากทางภาคใต้ ซึ่งมีการนำมาปรุงเป็นอาหารโดย ใช้เพิ่มรสเปรี้ยวให้อาหาร&#8230;

ได้มีการค้นคว้าพบว่า ผลส้มแขก มีสาร HCA หรือ Hydroxy-citric acid อยู่เป็นจำนวนมาก โดยพบว่า HCA นี้มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสะสมของไขมันส่วนเกินในร่างกาย และลดความอยากอาหารได้ จึงได้มีบางคนนำผลส้มแขกมาใช้ในการควบคุมน้ำหนัก

กลไกการออกฤทธิ์ของ HCA จะออกฤทธิ์โดยการไปยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ ATP Citrate Lyase ในวงจร Kreb&#8217;s cycle (วงจรการย่อยสลายกลูโคส ของเซลร่างกาย) ทำให้ยับยั้งการนำน้ำตาล จากอาหารประเภท แป้ง ข้าว และน้ำตาล ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามร่างกายแต่จะนำไปใช้เป็นพลังงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่นไม่อ่อนเพลีย และ เมื่อในกระแสเลือดไม่ขาดน้ำตาล ก็จะทำให้ความรู้สึกหิวอาหารลดลง ไปด้วย ขณะเดียวกัน ก็ จะนำไปสะสมเป็นพลังงานสำรองในรูปของไกลโคเจนที่ตับ ทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีพลังงานสำรองเพียงพอ ทำให้ไม่รู้สึกหิวมาก นอกจากนี้ ยังมีผลไปกระตุ้น ให้มีการดึงเอาไขมันที่สะสมออกมาใช้เป็นพลังงานทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ลดลง ซึ่งจะมีผล ทำให้รูปร่างดีขึ้น

จากการนำสารสกัดจากผลส้มแขกมารับประทานเพื่อให้น้ำหนักลดลง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โดย : clinicneo<br />
ผลส้มแขก (Garcenia Cambogia) เป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย นิยมนำมาประกอบอาหาร ลักษณะของผลส้มแขก จะคล้ายฟักทองขนาดเล็ก มีมากทางภาคใต้ ซึ่งมีการนำมาปรุงเป็นอาหารโดย ใช้เพิ่มรสเปรี้ยวให้อาหาร&#8230;</p>
<p><img class="alignleft size-full wp-image-895" title="ส้มแขก" src="http://glutacare.com/wp-content/uploads/2010/03/ส้มแขก.jpg" alt="ส้มแขก" width="260" height="320" /></p>
<p>ได้มีการค้นคว้าพบว่า ผลส้มแขก มีสาร HCA หรือ Hydroxy-citric acid อยู่เป็นจำนวนมาก โดยพบว่า HCA นี้มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสะสมของไขมันส่วนเกินในร่างกาย และลดความอยากอาหารได้ จึงได้มีบางคนนำผลส้มแขกมาใช้ในการควบคุมน้ำหนัก<br />
<br />
กลไกการออกฤทธิ์ของ HCA จะออกฤทธิ์โดยการไปยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ ATP Citrate Lyase ในวงจร Kreb&#8217;s cycle (วงจรการย่อยสลายกลูโคส ของเซลร่างกาย) <em><strong>ทำให้ยับยั้งการนำน้ำตาล จากอาหารประเภท แป้ง ข้าว และน้ำตาล ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามร่างกายแต่จะนำไปใช้เป็นพลังงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่นไม่อ่อนเพลีย และ เมื่อในกระแสเลือดไม่ขาดน้ำตาล ก็จะทำให้ความรู้สึกหิวอาหารลดลง ไปด้วย ขณะเดียวกัน ก็ จะนำไปสะสมเป็นพลังงานสำรองในรูปของไกลโคเจนที่ตับ ทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีพลังงานสำรองเพียงพอ ทำให้ไม่รู้สึกหิวมาก นอกจากนี้ ยังมีผลไปกระตุ้น ให้มีการดึงเอาไขมันที่สะสมออกมาใช้เป็นพลังงานทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ลดลง ซึ่งจะมีผล ทำให้รูปร่างดีขึ้น</strong></em><br />
<br />
จากการนำสารสกัดจากผลส้มแขกมารับประทานเพื่อให้น้ำหนักลดลง พบว่าน้ำหนักตัวอาจจะไม่ลดลงเร็วมากนัก ประมาณ 1 กิโลภายใน 3-4 อาทิตย์ แต่รูปร่างจะดีขึ้น เอว(พุง) ลดลง ความอึดอัดลดน้อยลง เนื่องจากไขมันมีน้ำหนักเบากว่ากล้ามเนื้อ ( แต่ถ้าร่างกายสูญเสียกล้ามเนื้อก็จะเกิดการอ่อนแอและโรคแทรกซ้อนได้ง่าย)<br />
<br />
ขณะที่ใช้สารสกัดจากส้มแขก คุณสามารถ รับประทานอาหารได้ตามสมควร แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันลงบ้าง และเมื่อความรู้สึกหิวน้อยลงจากการที่ร่างกายได้รับพลังงานอย่างเพียงพอแล้วจะทำให้ นิสัยการกินอาหารจุๆ จำนวนมากก็จะค่อยๆ ลดลง และไม่กลับมาอ้วนใหม่<br />
<br />
ผลส้มแขก จนถึงบัดนี้ ยังไม่พบผลข้างเคียงหรืออันตรายที่เกิดขึ้นจากการรับประทานตามขนาดที่แนะนำ แต่ไม่ว่าจะลดน้ำหนัก ด้วยวิธีใด การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมในการกินอาหาร ควบคู่กับการออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ได้ผลเร็วและปลอดภัยกว่ายาใดๆ ทั้งหมด<br />
<br />
อ้างอิง : www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=286&#038;sub_name=ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด&#038;sub_id=78&#038;ref_main_id=13&#038;mtop_name=สารสกัดจากผลส้มแขก กับการลดน้ำหนัก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://glutacare.com/%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
