Q : กลูต้าไธโอน คืออะไร ?
A : เป็นสารอย่างหนึ่งที่กินแล้ว มีผลลดการสร้างเม็ดสีผิว ทำให้ผิวขาวขึ้นได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บทความกลูต้าไธโอนคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร
Q : กลูต้าไธโอน แท้ ดูอย่างไร
A : กลูต้าไธโอนไม่สามารถตรวจสอบได้โดยวิธีชาวบ้านๆครับ หยดเบตาดีน ดมกลิ่ง ส่องดู รสชาติ อะไรก็แล้วแต่มันไม่เฉพาะเจาะจงครับ เช่น หากใช้วิธีเบตาดีน วิตามินซี วิตามินอี หรือแม้แต่ผงชูรสก็ทำให้น้ำเบตาดีนกลับมาใสได้ครับ การตรวจกลูต้าไธโอนจริงๆแล้ว ต้องใช้เครื่องมือที่มีมูลค่าหลายล้าน เช่น เครื่อง MRI, NMR spectrometer ซึ่งใช้ตรวจสอบโมเลกุลของสารครับ ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อมาตรวจเองหรอกครับ เพราะหากสินค้าใดมีอย.(อย.แท้ ที่ไม่ปลอมเลขอย.) ก็มั่นใจได้เลยว่าของแท้ เพราะอย.เค้าก็ตรวจมาให้เราเรียบร้อยแล้วครับ ตามบทความนี้เลยครับ >>วิธีการตรวจสอบกลูต้าไธโอน ของแท้ หรือ ของปลอม
Q: อยากทราบว่านานเท่าไรถึงจะเห็นผลค่ะ
A: ขึ้นอยู่กับ 1. ทานให้ถูกวิธี(ทานให้ได้ปริมาณควบคู่กับสาร Antioxidant ตอนท้องว่าง ทุกวันอย่างต่อเนื่อง) ตามบทความนี้เลยครับ >>ข้อแนะนำในการทานกลูต้าไธโอน
2.หลีกเลี่ยงจากแสงแดด และทาครีมกันแดดอยู่เป็นประจำ
หากทำ 2 ข้อนี้ได้ ภายใน 3-4 สัปดาห์ จะเห็นผลอย่างแน่นอน แต่ผลยังไม่เต็มที่ จะต้องทานต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป จึงจะเห็นผลเต็มที่
Q : ทำไมยี้ห้อ xxx บอกว่าขาวตั้งแต่เริ่มกิน และยี่ห้อ XXX บอกว่าขาวใน 3 วัน 7 วัน ค่ะ
A : เป็นไปไม่ได้นะครับ ให้ระวังสินคาที่โฆษณาเกินจริงด้วยนะครับ ถึงแม้จะทานกลูต้าไธโอน ไม่ว่ายี่ห้อไหนก็ตาม วันละ 10 -20 เม็ด ก็ไม่ได้ช่วยให้ขาวเร็วขึ้นแน่นอนครับ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะกว่าผิวเดิมของเราที่มีสีคล้ำจะผลัดเปลี่ยนไปเป็นขี้ไคลก็ใช้เวลาหลาย สัปดาห์ครับ โดยปกติ 28 วันครับ เร็วหรือช้ากว่านี้ก็แล้วแต่ลักษณะผิวของคนครับ คนผิวแห้งจะผลัดเร็วกว่าคนผิวมันครับ เด็กจะผลัดเร็วกว่าคนแก่ครับ ก็เหมือนกับกระดาษสีดำทับกระดาษสีขาว หากไม่เอากระดาษสีดำที่ทับอยู่ออก ก็จะไม่เห็นกระดาษสีขาวครับ
หากอยากขาวเร็วขึ้นอีก ก็หาตัวช่วยเร่งทำให้ผิวผลัดเร็วขึ้นครับ เช่น การขัดผิว ทาครีมกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว เป็นต้น
Q : หยุดทานแล้วผิวจะกลับมาดำเหมือนเดิมมั้ยค่ะ ??
A : โอกาสที่ผิวจะกลับมาคล้ำเหมือนเดิมขึ้นอยู่กับปัจจัยกระตุ้นครับ นั่นก็คือ
1.สีผิวเดิม
หากสีผิวเปลี่ยนไปมากโอกาสคล้ำขึ้นก็มีมากด้วยครับ(แต่ยังคงจะขาวกว่าก่อนกินอยู่ครับ)
หากรักษาผิวดีๆ ยากที่จะกลับไปคล้ำระดับเดิมครับ
2.การกระตุ้นการสร้างเม็ดสี ก็คือการตากแดดนั่นเอง
หากโดนกระตุ้นอย่างมาก โอกาสที่จะคล้ำก็เร็วขึ้นครับ หากดูแล รักษาดีๆ สามารถคงสีผิวได้กว่าปีเลยทีเดียวครับ แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เมื่อผิวเริ่มคล้ำก็กลับมาทานใหม่ได้ไม่เสียหายครับ
Q : ทานอย่างไรค่ะ ทานเวลาไหน ?
A : จากบทความและวิดิทัศน์ของนายแพทย์อธิบายไว้ว่า
กลูต้าไธโอนควรจะทานตามน้ำหนักตัว(น้ำหนักมากทานมาก น้ำหนักน้อยทานน้อย) สาหรับผู้ที่น้ำหนักไม่เกิน 50 กก. ให้ทานตอนท้องว่างวันละ 2 เม็ด คู่กับ วิตามินซี 1000มก. 1 เม็ด จะทานรวดเดียว3เม็ดเลย หรือแบ่งทานเช้า-เที่ยง-เย็น ก็ให้ผลไม่ต่างกัน
ส่วนผู้ที่น้ำหนักตัว 50-75 กก. ก็ควรจะทานวันละ 3 เม็ด+วิตามินซี 1เม็ดครึ่งครับ ตามบทความนี้เลยครับ >> กลูต้าไธโอนทานอย่างไร ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
Q : หากดื่มน้ำไปด้วยจะถือว่าท้องว่างหรือไม่ ? ท้องว่างเป็นอย่างไร ?
A : ท้องว่างหมายถึง ว่างจากสารอาหาร แร่ธาตุ วิตามินอื่นๆครับ
ทำไมต้องท้องว่าง?
- หากท้องเรามีอาหารเยอะแยะมากมาย
1.มันก็จะพยายามเลือกสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดดูดซึมไปก่อน เมื่อมันเกินความต้องการแล้วมันก็หยุดดูดซึม
หากท้องเรามีเฉพาะกลูต้าไธโอนอย่างเดียว มันก็จะไม่มีทางเลือก มันก็จำเป็นต้องดูดซึมกลูต้าไธโอนเข้าไป
2.มันจะรบกวนการดูดซึมกลูต้าไธโอนของเรา
หากมีแต่เพียงกลูต้าไธโอนอยู่ในท้องเรา ร่างกายก็จะถูกดูดซึมได้อย่างเต็มที่
ส่วนน้ำเปล่าๆนี้มันไม่ได้มีสารอาหารอะไรครับ ทานได้ ดีด้วยซ้ำเพราะมันจะช่วยละลายกลูต้าไธโอน ทำให้พื้นที่ผิวของกลูต้าของเรามากขึ้น โอกาศในการถูกดูดซึมก็เพิ่มขึ้นด้วยครับ
Q : ทานวันละ 1 เม็ดได้ไหม ค่ะ ?
A : ไม่แนะนำให้ทานวันละ 1 เม็ดครับ เพราะน้อยไปครับ แทบจะไม่มีผลยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวเลยครับ คุณก็เลยจะไม่ขาวขึ้นครับ
Q : ไม่ทานวิตามินซีได้ไหม ?
A : หากไม่ทานวิตามินซี คุณจะต้องทานกลูต้าไธโอนเพิ่มขึ้นจากปกติเป็น 2 เท่า
เช่น คนน้ำหนัก 50 กก. หรือ น้อยกว่า 50 กก. จะต้องทานกลูต้า 2 เม็ด + วิตามินซีชนิดเข้มข้น 1 เม็ด(1000มก.)
หากไม่ทานวิตามินซีจะต้องทานกลูต้าไธโอนเพิ่มขึ้นจากวันละ 2 เม็ด เป็นวันละ 4 เม็ด
เพราะวิตามินซีเป็นตัวช่วยให้กลูต้าออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องทานกลูต้าไธโอนในปริมาณมาก จึงประหยัดได้เยอะเลยครับ เพราะวิตามินซีนั้นราคาถูกกว่ากลูต้าไธโอนเยอะเลยครับ
Q : ยามีผลกับยาคุมไหม ?
A :กลูต้าไธโอนไม่มีผลทำให้ยาคุมลดประสิทธิภาพลง(คุมกำเนิดได้เท่าเดิม) แต่กลับเป็นว่ายาคุมส่งผลให้กลูต้าไธโอนออกฤทธิ์ได้ลดลงดังนั้นจึงไม่ควรทานเวลาเดียวกันครับ
Q : กลูต้าไธโอนมีผลข้างเคียงรึป่าว ?
A : ณ ตอนนี้ ผลข้างเคียงของกลูต้าไธโอนชนิดรับประทานไม่มีครับ
โดยการศึกษาผลข้างเคียงของยาจะแบ่งเป็น 2 อย่างคือ
1.ผลข้างเคียงที่สามารถทำนายได้ – วิเคราะห์จากกลไกการออกฤทธิ์ของยา ซึ่งจากการวิเคราะห์โดยแพทย์หลายๆท่านก็บอกว่าไม่มีผลข้างเคียงครับ
2.ผลข้างเคียงที่ทำนายไม่ได้ – ซึ่งจะใช้การทดลองทั้งในคนและสัตว์ทดลอง ซึ่งก็จะแบ่งเป็นทั้งระยะสั้น และระยะยาว
อาหารเสริมกลูต้าไธโอนนี้เพิ่งจะถูกผลิต และนำมาใช้เพื่อทำให้ผิวขาวได้ไม่นาน จึงทำให้ยังไม่มีการศึกษาผลข้างเคียงในระยะยาว ส่วนผลข้างเคียงในระยะสั้นนั้นพบว่า ไม่มีรายงานการเกิดผลข้างเคียงครับ
แต่กลูต้าไธโอนชนิดฉีดมีผลข้างเคียงเยอะนะครับ อีกทั้ง อย.เค้าก็ห้ามไม่ให้ฉีดครับ ผิดกฎหมาย + อันตรายด้วยครับ เพราะฉนั้นอย่าฉีดครับ
Q : เด็กทานได้ไหม ?
A : เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร ไม่ควรทานครับ
Q : จะเปลี่ยนจากยี่ห้ออื่นมาทานยี่ห้อนี้ต่อเลยได้รึปล่าวค่ะ ?
A : ได้ครับ ถ้าเป็นกลูต้าไธโอนของแท้ และมีอย. แล้ว สามารถทานสลับกันได้ครับ ให้ผลต่อเนื่องกันครับ
Q : กลูต้าไธโอนแบบฉีด ต่างจากแบบกินอย่างไร ? แบบไหนมีผลข้างเคียงมากกว่ากัน ? แบบฉีดขาวเร็วกว่าแบบกินจริงไหม ?
A : ระหว่างการฉีดกับการกินต่างกันนิดเดียวครับ ก็คือ การกินจะต้องผ่านระบบย่อยอาหาร ถูกคัดกรองก่อนถูดดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือด ส่วนการฉีดก็เข้าสู่เส้นเลือดโดยตรงเลย ไม่ว่าจะกินสลับฉีด หรือฉีดสลับกิน สุดท้ายแล้วมันก็ออกฤิทธิ์เหมือนกันครับ
ส่วนผลข้างเคียงต่างๆ ที่ร้ายแรง เช่น เกิดอาการช้อค ความดันเลือดตก เกิดอาการแพ้รุนแรง ตาบอดได้ สามารถเป็นได้ครับ แต่สำหรับแบบฉีดเท่านั้นนะครับ กลูต้าไธโอนชนิดรับประทาน เมื่อเกิดผลข้างเคียงเกิดขึ้น ระบบย่อยอาหารก็จะคัดกรองไม่ให้สารนั้นๆถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเข้าไปอีก ต่างจากแบบฉีด เพราะการฉีดจะเข้าสูร่างกายโดยตรงเลย ไม่ผ่านการคัดกรองจากระบบทางเดินอาหาร จึงทำให้อาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ครับ ทางอย.ก็เลยออกมาห้ามไม่ให้ฉีดกลูต้าไธโอนครับ แต่ก็ยังมีการลักลอบฉีดกลูต้าไธโอนอยู่ครับ
ส่วนผลลัพธ์ระหว่างฉีดและกินก็ไม่ต่างกันครับ เพราะแม้จะกินหรือฉีดกลูต้าไธโอนวันละมากๆ แต่ก็ต้องรอเวลาให้ผิวเราผลัด ปรับสภาพซึ่งใช้เวลา 3-4 สัปดาห์ครับ นั่นคือไม่ว่ากินหรือฉีดระยะเวลาเห็นผลก็เท่ากัน แต่แบบฉีดอย.ไม่รับรองและเป็นอันตรายครับ
Q : นอกจากทางเวปไซท์แล้วเราสามารถหาซื้อที่ไหนได้บ้างครับ ร้านยามีมั้ย?
A : ไม่ทราบครับ เพราะทางเราเป็นเพียงผู้ขายสินค้า ไม่ใช่ผู้ผลิต และทางเราก็ทำการตลาดทางอินเตอร์เนตเท่านั้นครับ
Q : แล้วเราจาแน่ใจได้งัยค่ะ ว่าอ.ย.เปงของจริง
A : ต้องตรวจสอบครับ
1. ตรวจสอบทางเวปไซท์ อย. นำเลขอย. 13 หลักของสินค้าไปตรวจสอบครับ
2. ตรวจสอบทางโทรศัพท์ โดยโทร 1556 สายด่วนอย. ใช้เลขอย.ของสินค้า 13 หลักเช่นเดียวกันครับ ตามบทความนี้ครับ >> วิธีการตรวจสอบ กลูต้าไธโอน อย.แท้ หรือ อย.ปลอม
Q : กลูต้าไธโอนที่ผ่าน อย.จากอเมริกา ญี่ปุ่น แล้วจำเป็นต้องผ่านอย.ของไทยอีกไหม ?
A : ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจัดอยู่ในกลุ่มอาหารที่ต้องกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่293) เรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หมายถึงว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะต้องมีฉลากกำกับ ซึ่งฉลากจะต้องมีเลขสารบบอาหาร นั่นคือ เครื่องหมายเลขอย. และต้องมีข้อความที่ำคัญอื่นๆอีกด้วย เช่น วันเดือนปีที่ผลิต สถานที่ผลิต สถานที่จัดจำหน่าย เป็นต้น
ถึงแม้จะนำเข้าจากต่างประเทศก็ตามก็จะต้องผ่านการตรวจสอบจาก อย. ในประเทศทั้งนั้นๆ ถึงจะถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่มีเลขเครื่องหมาย อย. ก็เรียกง่ายๆว่าเป็น “ของเถื่อน”
สาเหตุที่อาหารเสริมนำเข้าทุกชนิดจะต้องผ่านการตรวจสอบจากอย.เนื่องจาก อย.จะมีการตรวจสอบส่วนผสมว่ามีอันตรายหรือไม่ มีสารอันตรายหรือเชื้อโรคเจือปนหรือไม่ แม้ว่าจะผ่านอย.จากประเทศนั้นๆมาแล้วก็ยังจะต้องผ่านการตรวจจากประเทศไทยอีกครั้ง เพราะอาจมีเชื้อโรคหรือสารอันตรายเจือปนจากขั้นตอนการขนส่งข้ามประเทศ หรือมีการปลอมแปลงสินค้าเกิดขึ้นได้ครับ
Q : กินมาหลายเดือนแล้วไม่เห็นขาวขึ้นเลย กินขนาด 500 mg วันละ 2 เม็ด
A : ต้องดูครับว่า กินประจำติดต่อกันทุกวันไหม ถ้ากินๆหยุดๆ กินเดือนเว้นเดือนก็ไม่ดีแน่ครับ แล้วได้ดูแลตัวเองด้วยไหม ไม่ตากแดด ทาครีมกันแดดไหม ? แต่ที่แน่ ๆ ขนาด เม็ดละ 500 mg. ไม่มี อย.แน่ๆ เพราะ อย. รับรองขนาดกลูต้าไธโอนไม่เกินเม็ดละ 250 mg. เพราะฉะนั้น ถึงกินเป็นปีก็อาจจะไม่ขาวขึ้นเลยก็ได้เพราะไม่มี อย.รองรับว่าที่คุณกินนั้นมัน คือ สารกลูต้าไธโอน จริงๆ ผมแนะนำซื้อของที่มี อย. มารับประทานดีกว่าครับ
Q : ทานไปทำไมค่ะ กลูต้าไธโอน 250 มก. มันน้อยเกินไป แพงอีกต่างหาก ไปซื้อพวกกลูต้าไธโอน 500 มก. หรือ 750 มก. 1000มก. ทานดีกว่า ถูกกว่าตั้งเยอะ ต่างกันแค่มีกับไม่มีอย.เอง(เดี๋ยวนี้แบบ 4000มก. ก็มีนะค่ะ)
A : นี่คือความเข้าใจผิดอย่างมหันต์เลยครับ มีอย.นั้นเป็นเครื่องรับประกันว่าผ่านการตรวจสอบแล้ว ว่าใน 1 เม็ดนั้น มันมีสารตามที่แสดงไว้ในฉลากนั้นจริงๆ ปริมาณครบไม่ขาดไม่เกินกว่าที่แสดงไว้ในฉลาก และมีอย.ก็เป็นเครื่องรับประกันอีกว่าผ่านการตรวจสอบแล้ว ว่ามีความปลอดภัย ไม่มีสารพิษ หรือเชื้อโรค เจือปน ไม่เป็นอันตราย ลองคิดดูสิครับว่า หากเป็นอาหารเสริมที่ไม่มีอย. ก็แสดงว่าไม่มีเครื่องรับประกันความปลอดภัย ทานไปอาจเกิดอันตรายได้ อีกทั้งไม่มีเครื่องรับประกันว่า ใน 1 เม็ดนั้นมันเป็นสารอะไร อาจไม่ตรงตามฉลากที่ระบุไว้ก็ได้นะครับ ใน 1 เม็ดนั้นอาจจะไม่มีสารที่คุณต้องการเลยก็ได้ อาจจะเป็นเพียงผงแป้ง หรือเป็นเจลน้ำลื่นๆเท่านั้น








อยากทราบว่าเด็กอายุ 11 ขวบจะทานกลูต้าฯได้ไหมคะ
ยังไม่แนะนำให้ทาน
ควร 12 ปีขึ้นไปครับ